สอบกลางภาคค่ะ
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
4st recording,Monday,February 5,2018
นำเสนองาน 6 กลุ่ม ดังนี้
หลักการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มีดังนี้
จัดห้องเรียนให้เสมือนบ้านเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจให้แก่เด็กที่เพิ่งจากบ้านมาโรงเรียนครั้งแรกและเชื่อว่าในสภาพแวดล้อมคล้ายบ้าน เด็กจะพอใจที่จะเลียนแบบ (Imitation) บทบาทต่างๆ ของผู้ที่อยู่แวดล้อมเด็กได้ง่าย เพราะเด็กจะมีประสบการณ์กับบุคคลที่เขาใกล้ชิดอยู่แล้ว โดยเฉพาะพ่อแม่ เด็กเห็นพ่อแม่ทำงานบ้าน การทำตามแบบเป็นการแสดงความสามารถของเด็กที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงต่อไป ให้เสรีภาพกับเด็กที่จะเลือกเล่นด้วยตนเอง เป็นการสร้างความมั่นใจต่อตนเอง เด็กจะได้โอกาสแสดงความสามารถของตนเองให้คนอื่นรับรู้ได้ ตลอดจนสามารถที่จะฝึกฝน สร้าง สรรค์สิ่งต่างๆ และปรับชีวิตตนเองโดยไม่รู้ตัว มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กมีจิตใจที่ซึมซับสิ่งต่างๆจากสิ่งแวดล้อม (Absorbent mind) ได้เหมือนฟองน้ำ และเชื่อว่ามนุษย์เราเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง ดังเช่น เด็กเรียนรู้ภาษาแม่ได้เองโดยไม่ต้องสอนอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากการที่ผู้ใหญ่เรียนภาษาต่างประเทศที่ต้องใช้ความพยายามมาก
ประโยชน์
-เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ตนเอง (Self-education / Auto-education) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเข้าใจตนเองในการเลือกวิธีการเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่รู้
-เด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีเพราะหลักสูตรมอนเตสซอรี่ออกแบบโดยการเลียนแบบชีวิตจริง
การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีลักษณะดังนี้
เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างเด็กกับครู ตั้งแต่วางแผนการเรียนว่า จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรและใครร่วมรับผิดชอบบ้าง คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสังคม เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนเป็นสังคมหนึ่ง ที่ครูสร้างความรู้สึกที่ดีให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข โดยไม่มีกลุ่มเด็กเรียนเก่ง เรียนอ่อนในห้องเรียน
การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บัน ทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่
-พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบบันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
-การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด
-การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น
-การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ
-ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก
จุดมุ่งหมาย
1 . เพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้ปกครอง
2. บ่งบอกถึงความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน
3. เป็นสิ่งที่แสดงถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ของครู
การเก็บผลงานของเด็กจะไม่เป็นการประเมินผล ถ้าผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้รับการประเมินจากครูหรือคนอื่นๆ แฟ้ม กระเป๋า กล่องหรือถุงนานาชนิดที่เก็บชิ้นงานของเด็ก โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นไม่ได้รับการประเมินจึงมิใช่การประเมินผล แต่เป็นการเก็บสะสมผลงานเท่านั้น เช่น แฟ้มสะสมงานขีดเขียน งานศิลปะจะเป็นเพียงแค่แฟ้มสะสมงานเด็ก แฟ้มสะสมงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้าและความต้องการของเด็ก Portfolio จึงมิใช่เป็นเพียงแฟ้มสะสมงานที่เป็นการเก็บการรายงานที่คงที่ แต่เป็นแฟ้มสะสมงานนักเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นการเก็บสะสมอย่างต่อเนื่องที่สร้างสรรค์โดยครูและนักเรียน
โรงเรียนแนวการสอนวอลดอร์ฟ เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามมนุษยปรัชญา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ เป้าหมายของการศึกษาวอลดอร์ฟคือ ช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดความมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระตามกำลังความสามารถของตัวเอง
การศึกษาแนววอลดอร์ฟนี้จึงเน้นเรื่องของการเชื่อมโยงมนุษย์กับจักรวาล โดยมีมุมมองว่า เด็กควรได้เล่นอย่างอิสระ ชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นการสอนให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก โดยผ่านกิจกรรม 3 อย่างคือ กิจกรรมทางกาย ผ่านอารมณ์ความรู้สึก และผ่านการคิด เน้นการให้เด็กได้ใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ด้านศิลปะ และด้านการปฏิบัติอย่างพอเหมาะ
ไฮสโคป (High Scope) ใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ
1 การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
2. การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง
3. การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง
vocabulary
Self-education การเรียนรู้ด้วยตนเอง
High Scope ไฮสโคป
Documentation สารนิทัศน์
Project Approach การสอนแบบโครงการ
Plan วางแผน
การประยุกต์ ใช้เป็นแนวการทำสารนิทัศน์และแฟ้มสะสมผลงานค่ะ
ประเมินตนเองตั้งใจฟังเพื่อนพีเซ้นค่ะ
ประเมินเพื่อน เพื่อนแต่ละกลุ่มตั้งทำใจทำงานและพีเซ้นค่ะ
ประเมินอาจารย์ อ.มาตรงเวลาและมีข้อเสนอแนะให้นักศึกษาเสมอค่ะ
กลุ่มที่1 การสอนแบบมอนเตสซอรี่

หลักการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มีดังนี้
จัดห้องเรียนให้เสมือนบ้านเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจให้แก่เด็กที่เพิ่งจากบ้านมาโรงเรียนครั้งแรกและเชื่อว่าในสภาพแวดล้อมคล้ายบ้าน เด็กจะพอใจที่จะเลียนแบบ (Imitation) บทบาทต่างๆ ของผู้ที่อยู่แวดล้อมเด็กได้ง่าย เพราะเด็กจะมีประสบการณ์กับบุคคลที่เขาใกล้ชิดอยู่แล้ว โดยเฉพาะพ่อแม่ เด็กเห็นพ่อแม่ทำงานบ้าน การทำตามแบบเป็นการแสดงความสามารถของเด็กที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงต่อไป ให้เสรีภาพกับเด็กที่จะเลือกเล่นด้วยตนเอง เป็นการสร้างความมั่นใจต่อตนเอง เด็กจะได้โอกาสแสดงความสามารถของตนเองให้คนอื่นรับรู้ได้ ตลอดจนสามารถที่จะฝึกฝน สร้าง สรรค์สิ่งต่างๆ และปรับชีวิตตนเองโดยไม่รู้ตัว มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กมีจิตใจที่ซึมซับสิ่งต่างๆจากสิ่งแวดล้อม (Absorbent mind) ได้เหมือนฟองน้ำ และเชื่อว่ามนุษย์เราเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง ดังเช่น เด็กเรียนรู้ภาษาแม่ได้เองโดยไม่ต้องสอนอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากการที่ผู้ใหญ่เรียนภาษาต่างประเทศที่ต้องใช้ความพยายามมาก
ประโยชน์
-เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ตนเอง (Self-education / Auto-education) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเข้าใจตนเองในการเลือกวิธีการเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่รู้
-เด็กสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีเพราะหลักสูตรมอนเตสซอรี่ออกแบบโดยการเลียนแบบชีวิตจริง
กลุ่มที่2 ภาษาธรรมชาติ

เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างเด็กกับครู ตั้งแต่วางแผนการเรียนว่า จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรและใครร่วมรับผิดชอบบ้าง คำนึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสังคม เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนเป็นสังคมหนึ่ง ที่ครูสร้างความรู้สึกที่ดีให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข โดยไม่มีกลุ่มเด็กเรียนเก่ง เรียนอ่อนในห้องเรียน
กลุ่มที่3 การจัดสารนิทัศน์

การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บัน ทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่
-พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบบันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
-การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด
-การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น
-การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ
-ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก
กลุ่มที่4 แฟ้มสะสมผลงาน

1 . เพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้ปกครอง
2. บ่งบอกถึงความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน
3. เป็นสิ่งที่แสดงถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ของครู
การเก็บผลงานของเด็กจะไม่เป็นการประเมินผล ถ้าผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้รับการประเมินจากครูหรือคนอื่นๆ แฟ้ม กระเป๋า กล่องหรือถุงนานาชนิดที่เก็บชิ้นงานของเด็ก โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นไม่ได้รับการประเมินจึงมิใช่การประเมินผล แต่เป็นการเก็บสะสมผลงานเท่านั้น เช่น แฟ้มสะสมงานขีดเขียน งานศิลปะจะเป็นเพียงแค่แฟ้มสะสมงานเด็ก แฟ้มสะสมงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้าและความต้องการของเด็ก Portfolio จึงมิใช่เป็นเพียงแฟ้มสะสมงานที่เป็นการเก็บการรายงานที่คงที่ แต่เป็นแฟ้มสะสมงานนักเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นการเก็บสะสมอย่างต่อเนื่องที่สร้างสรรค์โดยครูและนักเรียน
กลุ่มที่5 การสอนแบบวอดอร์ฟ

โรงเรียนแนวการสอนวอลดอร์ฟ เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามมนุษยปรัชญา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ เป้าหมายของการศึกษาวอลดอร์ฟคือ ช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดความมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระตามกำลังความสามารถของตัวเอง
การศึกษาแนววอลดอร์ฟนี้จึงเน้นเรื่องของการเชื่อมโยงมนุษย์กับจักรวาล โดยมีมุมมองว่า เด็กควรได้เล่นอย่างอิสระ ชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นการสอนให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก โดยผ่านกิจกรรม 3 อย่างคือ กิจกรรมทางกาย ผ่านอารมณ์ความรู้สึก และผ่านการคิด เน้นการให้เด็กได้ใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ด้านศิลปะ และด้านการปฏิบัติอย่างพอเหมาะ
กลุ่มที่6 การสอนแบบไฮสโคป

1 การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
2. การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง
3. การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง
vocabulary
Self-education การเรียนรู้ด้วยตนเอง
High Scope ไฮสโคป
Documentation สารนิทัศน์
Project Approach การสอนแบบโครงการ
Plan วางแผน
การประยุกต์ ใช้เป็นแนวการทำสารนิทัศน์และแฟ้มสะสมผลงานค่ะ
ประเมินตนเองตั้งใจฟังเพื่อนพีเซ้นค่ะ
ประเมินเพื่อน เพื่อนแต่ละกลุ่มตั้งทำใจทำงานและพีเซ้นค่ะ
ประเมินอาจารย์ อ.มาตรงเวลาและมีข้อเสนอแนะให้นักศึกษาเสมอค่ะ
3 st recording,Monday,January 29,2018
เนื้อหาที่เรียน
ทบทวนเนื้อหาของสัปดาห์ที่แล้ว มีดังนี้
1.พัฒนาการ ตัวสะท้อนสิ่งที่เด็กทำได้ในแต่ละช่วงอายุ
2.ลักษณะของพัฒนาการเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เด็กได้รับการกระตุ้นจากการลงมือกระทำ
3.ความสนใจและความต้องการ เกิดขึ้นตามพัมนาการของเด็ก
4.การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดการการที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ส่งไปยังสมองและถ่ายทอดออกมา และเมื่อเด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึงเด้กได้เกิดการเรียนรู้ เช่น เมื่อเด็กไปเล่นกับแมวแล้วถูกแมวกัด พอเจอแมวอีกครั้งเด็กออกห่างจากแมว
อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 5 คน แล้วให้เลือกหน่วยที่ต้องการ หลังจากนั้นอ.ให้ทำแผนผังความรู้ลงในแผ่นกระดาษ
ทบทวนเนื้อหาของสัปดาห์ที่แล้ว มีดังนี้
1.พัฒนาการ ตัวสะท้อนสิ่งที่เด็กทำได้ในแต่ละช่วงอายุ
2.ลักษณะของพัฒนาการเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เด็กได้รับการกระตุ้นจากการลงมือกระทำ
3.ความสนใจและความต้องการ เกิดขึ้นตามพัมนาการของเด็ก
4.การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เกิดการการที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ส่งไปยังสมองและถ่ายทอดออกมา และเมื่อเด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึงเด้กได้เกิดการเรียนรู้ เช่น เมื่อเด็กไปเล่นกับแมวแล้วถูกแมวกัด พอเจอแมวอีกครั้งเด็กออกห่างจากแมว


กลุ่มที่1 ตัวเรา

กลุ่มที่2 ผีเสื้อแสนสวย

กลุ่มที่3แหล่งน้ำ

กลุ่มที่4 ยานพาหนะ

กลุ่มที่5 ของเล่นของใช้

กลุ่มที่6 ฝนจ๋า


vocabulary
mind mapping แผนผังความคิด
Butterfly ผีเสื้อ
toys ของเล่น
rain ฝน
brain สมอง
ทักษะที่ได้รับ
-การเขียนแผนผังความรู้
-การเลือกหน่วยต่างๆ
การประยุกต์ ใช้เป็นแนวทางการจัดทำแผนการสอนในโรงเรียน
ประเมินตนเอง ตั้งใจช่วยเพื่อนในการหาหน่วยและหาข้อมุล
ประเมินอาจารย์ อาจารย์คอยแนะนำในการเขียนแผ่นชาร์ต
ประเมินเพื่อน เพื่อนแต่ละกลุ่มช่วยกันทำงานเป้นอย่างดี
2 st recording,Monday,January22,2018
วันนี้เป็นการนำเสนองานที่ได้รับมอบหมายเป็นกลุ่มกลุ่มละ 3 คน จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่
กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์จำนวน 12 มาตรฐานประกอบด้วย
1.พัฒนาการด้านร่างกาย มี 2 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์
2.พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ มี 3 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม
3. พัฒนาการด้านสังคม มี 3 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี ของสังคมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา มี 4 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหา ความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
เด็กปฐมวัยว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการทำงานของโครงสร้างทางปัญญา (Schemata) เป็นวิธีที่เด็กจะเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการมี 2 อย่างคือ1. การขยายโครงสร้าง (Assimilation) คือ การที่บุคคลได้รับประสบการณ์หรือรับรู้สิ่งใหม่เข้าไปผสมผสานกับความรู้เดิม2. การปรับเข้าสู่โครงสร้าง (Accommodation) คือการที่โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลนำเอาความรู้ใหม่ที่ได้ปรับปรุงความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
กลุ่มที่1 คุณลักษณะตามวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีพุทธสักราช 2560 สำหรับเด้กอายุ 3-5 ปี

1.พัฒนาการด้านร่างกาย มี 2 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์
2.พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ มี 3 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม
3. พัฒนาการด้านสังคม มี 3 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี ของสังคมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
4. พัฒนาการด้านสติปัญญา มี 4 มาตรฐานได้แก่
มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหา ความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
กลุ่มที่2 ความสนใจและความต้องการของเด็กปฐมวัย
ความต้องการของเด็กปฐมวัย
1.ความต้องการทางด้านร่างกาย
2.ความต้องการทางอารมณ์
3.ความต้องการทางสังคม
4.ความต้องการทางสติปัญญา
กลุ่มที่3 การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการทำงานของโครงสร้างทางปัญญา (Schemata) เป็นวิธีที่เด็กจะเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการมี 2 อย่างคือ1. การขยายโครงสร้าง (Assimilation) คือ การที่บุคคลได้รับประสบการณ์หรือรับรู้สิ่งใหม่เข้าไปผสมผสานกับความรู้เดิม2. การปรับเข้าสู่โครงสร้าง (Accommodation) คือการที่โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลนำเอาความรู้ใหม่ที่ได้ปรับปรุงความคิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
ไวกอสกี้ (Vygotsky, อ้างถึงใน Smith, 1997 : 25) กล่าวว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ พัฒนาสติปัญญาและทัศนคติเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยที่การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นภายในการทำงานของ Zone of proximal development ซึ่งเป็นสภาวะที่เด็กต้องเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายแต่ไม่สามารถคิดแก้ปัญหาโดยลำพัง แต่ถ้าได้รับการช่วยเหลือแนะนำจากผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่มีประสบการณ์มาก่อน เด็กจะสามารถแก้ปัญหานั้นและจะเกิดการเรียนรู้ได้
กลุ่มที่4 การสอนแบบโครงการ

วิธีจัดการเรียนการสอนมี 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เด็กจะร่วมกันคิดเรื่องที่สนใจ
ระยะที่ 2 ระยะวางแผนโครงการ เป็นช่วงเวลาที่กำหนดจุดประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้อะไร กำหนดขอบเขตเนื้อหา ระยะเวลาและวิธีการศึกษา
ระยะที่ 3 ดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ ที่เน้นระบวนการแก้ปัญหา จัดเป็นหัวใจของการสอนแบบโครงการ เพราะเด็กจะได้รับข้อมูลใหม่จากประสบการณ์ตรงหรือเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเพราะเด็กได้สนทนา พูดคุยกับบุคคล และสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ ขณะเดียวกันเด็กสามารถค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอง (Secondary Sources) เช่น การดูวีดีทัศน์ การอ่านหนังสือ เป็นต้น
ระยะที่ 4 สรุปโครงการ ครูและเด็กร่วมวางแผนสรุปโครงการ เป็นขั้นตอนการประเมินโครงการ ทบทวนการปฏิบัติ และวางแผนโครงการใหม่ วิธีการสรุปโครงการอาจจะให้เด็กนำผลงานที่ได้รับมอบหมายมาแสดงต่อครูแล้วอภิปรายประเด็นปัญหา หรือให้เด็กนำเสนอผลงาน ในรูปของการจัดแสดง จัดเป็นนิทรรศการ หรือสาธิตผลงาน
Vocabulary
muscle กล้ามเนื้อ
Life skills ทักษะชีวิต
intelligence สติปัญญา
Culture วัฒนาธรรม
Emotion อารมณ์
Vocabulary
muscle กล้ามเนื้อ
Life skills ทักษะชีวิต
intelligence สติปัญญา
Culture วัฒนาธรรม
Emotion อารมณ์
การประยุกต์ ใช้เป็นแนวทางในการสอน
ประเมินตนเอง ตั้งใจเรียนดีตั้งใจพรีเซ้นงานค่ะแต่งานที่ทำออกมายังไม่ค่อยตรงประเด้นเท่าที่ควร
ประเมินเพื่อน เพื่ีอนตั้งใจนำเสนอผลงานและตั้งใจฟังเมื่อเพื่อนออกไปนำเสนอค่ะ
ประเมินอาจารย์ อ.คอนแนะนำการหาข้อมูลต่างๆและแนะนำเนื้อหาเพิ่มเติมทำให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
1st recording,Monday,January 15,2018
ความรู้ที่ได้รับ
วันแรกของการเรียนการสอนอ.ได้แนะแนวการสอนวิชา การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัย
เนื้อหาที่เรียน
1. EF คือการทำงานของสมองส่วนหน้า
2. การเรียนการสอนแบบบูรณาการเป้นการสอน 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กลางแจ้ง เคลื่อนไหว เสริมประสบการณ์/วงกลม ศิลปะสร้างสรรค์ เล่นตามมุม/เสรี เกมการศึกษา
3.การสอนแบบ STEM
S = Science
T = Technology
E = Engineering
M = Math
4.การสอนแบบต่างๆ
-ไฮสโคป
-วอดอร์ฟ
-ภาษาธรรมชาติ
-มอนเตสเซอร์รี่
-โปรเจค
เทคนิคการสงบเด็กด้วยการร้องเพลงมี2ประเภทคือ การร้องเพลงสงบเด็กโดยตรงและการสงบเด็กแบบประยุกต์
1.เพลงสงบเด็กโดยตรง
-กำมือซ้าย กำมือขวา ชูขึ้นมา วางตรงนี้แหละ(วางตรงอวัยวะต่างๆ) ซ้ำ กำมือซ้าย กำมือขวาขึ้ขึ้นมาแล้ววางบนตัก
-ตบมือแปะๆ เรียนแพะเข้ามา แพะไม่มาเอามือปิดปากรูดซิป
2.เพลงสงบเด็กแบบประยุกต์
-เส้นหมี่ๆๆซาลาเปาๆๆหมูสับๆๆแล้วก้ข้าวต้มมัดฮึบ
-ฝนตกพรำๆ แม่ดำกลางร่ม เธอเดินก้มๆ อยู่ข้างกำแพง พอเดี๋ยวแดดออกไปบอกพ่อแดง เธอไม่มีแรงหุบร่มให้ที
เทคนิคการสงบเด็กด้วยคำคล้องจอง
- 1 2 มือตีกลองตะล๊อกต๊อกแต๊ก 3 4 ดูให้ดี 5 6 ส่องกระจก 7 8 ถือปืนแฝดยิงปัง ปัง ปัง 9 10 กินกล้วยดิบปวดท้องร้องโอ้ย
5.อาจารย์ให้นักศึกษาต่อคำเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย เช่น
one หนึ่ง ผึ้ง bee tea น้ำชา ม้า horse กอด hug รัก love verb กริยา ปลา fish คิด think pink ชมพู งู snake leg ขา หมา dog frog กบ จบ finish ครู teacher เจอ meet beef เนื้อ เสือ tiger leader ผู้นำ จำ memory infinity ไม่มีที่สิ้นสุด foot เท้า ข้าว rice night กลางคืน ตื่น wake up
ทักษะที่ได้รับ
-เทคนิคการสงบเด้กในแบบต่าง
-รูปแบบการสอนแบบต่างๆ
การประยุต์
นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การประเมิน
ประเมินตนเอง ตั้งใจเรียนค่ะ
ประเมินเพื่อน เพื่อนตั้งใจตอบคำถาม
ประเมินอาจารย์ อ.คอยสอดแทรกเทคนิคต่างๆในการสอนให้นักศึกษาเสมอ แต่งกายสุภาพ ตรงต่อเวลา
บรรยากาศภายในห้องมีความสนุกสนานค่ะ
วันแรกของการเรียนการสอนอ.ได้แนะแนวการสอนวิชา การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัย
เนื้อหาที่เรียน
1. EF คือการทำงานของสมองส่วนหน้า
2. การเรียนการสอนแบบบูรณาการเป้นการสอน 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กลางแจ้ง เคลื่อนไหว เสริมประสบการณ์/วงกลม ศิลปะสร้างสรรค์ เล่นตามมุม/เสรี เกมการศึกษา
3.การสอนแบบ STEM
S = Science
T = Technology
E = Engineering
M = Math
4.การสอนแบบต่างๆ
-ไฮสโคป
-วอดอร์ฟ
-ภาษาธรรมชาติ
-มอนเตสเซอร์รี่
-โปรเจค
เทคนิคการสงบเด็กด้วยการร้องเพลงมี2ประเภทคือ การร้องเพลงสงบเด็กโดยตรงและการสงบเด็กแบบประยุกต์
1.เพลงสงบเด็กโดยตรง
-กำมือซ้าย กำมือขวา ชูขึ้นมา วางตรงนี้แหละ(วางตรงอวัยวะต่างๆ) ซ้ำ กำมือซ้าย กำมือขวาขึ้ขึ้นมาแล้ววางบนตัก
-ตบมือแปะๆ เรียนแพะเข้ามา แพะไม่มาเอามือปิดปากรูดซิป
2.เพลงสงบเด็กแบบประยุกต์
-เส้นหมี่ๆๆซาลาเปาๆๆหมูสับๆๆแล้วก้ข้าวต้มมัดฮึบ
-ฝนตกพรำๆ แม่ดำกลางร่ม เธอเดินก้มๆ อยู่ข้างกำแพง พอเดี๋ยวแดดออกไปบอกพ่อแดง เธอไม่มีแรงหุบร่มให้ที
เทคนิคการสงบเด็กด้วยคำคล้องจอง
- 1 2 มือตีกลองตะล๊อกต๊อกแต๊ก 3 4 ดูให้ดี 5 6 ส่องกระจก 7 8 ถือปืนแฝดยิงปัง ปัง ปัง 9 10 กินกล้วยดิบปวดท้องร้องโอ้ย
5.อาจารย์ให้นักศึกษาต่อคำเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย เช่น
one หนึ่ง ผึ้ง bee tea น้ำชา ม้า horse กอด hug รัก love verb กริยา ปลา fish คิด think pink ชมพู งู snake leg ขา หมา dog frog กบ จบ finish ครู teacher เจอ meet beef เนื้อ เสือ tiger leader ผู้นำ จำ memory infinity ไม่มีที่สิ้นสุด foot เท้า ข้าว rice night กลางคืน ตื่น wake up
ทักษะที่ได้รับ
-เทคนิคการสงบเด้กในแบบต่าง
-รูปแบบการสอนแบบต่างๆ
การประยุต์
นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การประเมิน
ประเมินตนเอง ตั้งใจเรียนค่ะ
ประเมินเพื่อน เพื่อนตั้งใจตอบคำถาม
ประเมินอาจารย์ อ.คอยสอดแทรกเทคนิคต่างๆในการสอนให้นักศึกษาเสมอ แต่งกายสุภาพ ตรงต่อเวลา
บรรยากาศภายในห้องมีความสนุกสนานค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
